คลิปพันธมิตร ปล้นไอศครีมที่สนามบินสุวรรณภูมิ
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ข่าวพันธมิตร คลิปพันธมิตร ปล้นไอศครีมที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ข่าวพันธมิตร คลิปพันธมิตร ปล้นไอศครีมที่สนามบินสุวรรณภูมิ
© Blogger template Newspaper by Ourblogtemplates.com 2008
Back to TOP
1 ความคิดเห็น:
วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11233 มติชนรายวัน
Post-Suvarnabhumi
โดย นงนุช สิงหเดชะ
หลัง การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (Post-Suvarnabhumi) โดยกลุ่มพันธมิตรสิ้นสุดลง หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายรัฐและรัฐบาล พุ่งเป้าไปที่การโหมประโคมความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่ว่ากันว่าสูญนับแสนล้านบาท แน่นอนมีการตำหนิว่ากลุ่มผู้ประท้วงเอาความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศมา เป็นตัวประกันในการต่อสู้กับรัฐบาล
การกระทำของพันธมิตรผิดอย่างแน่ นอน และแกนนำพันธมิตรก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกดำเนินคดี แต่ก่อนที่ใครก็ตามจะฉวยโอกาสนี้กระเหี้ยนกระหือรือ"เช็คบิล" กลุ่มพันธมิตรแต่ฝ่ายเดียว ก็อย่าลืมว่าแท้จริงแล้ว ระบอบทักษิณ หรืออีกนัยหนึ่งรัฐบาลก็ยึดเอา "ความหายนะ" ของประเทศเป็น "ตัวประกัน" เพียงเพื่อช่วยเหลือคนคนเดียว ก็คือทักษิณเช่นกัน
ถ้าจะบอกว่า พันธมิตรยึดสนามบินทำให้ประเทศเสียหาย ฟากพันธมิตรเขาก็จะเถียงว่าก็ฝ่ายทักษิณจะ "ยึดประเทศ" เป็นของตัวเอง พวกเขาจึงต้องยึดสนามบินเป็นการตอบโต้
ความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการยึดสนามบิน จะโยนไปให้เป็นความผิดของผู้ประท้วงแต่ฝ่ายเดียวย่อมไม่ได้แน่ แต่รัฐบาลในฐานะผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย เพราะปล่อยให้เกิดความเสียหายโดยที่รัฐบาลแก้ไขอะไรไม่ได้ ท่ามกลางความเดือนร้อนของภาคธุรกิจและผู้โดยสารต่างชาตินั้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นหนีไปซุกอยู่ที่เชียงใหม่ คอยฟังแต่รายงานสอพลอจากคนในรัฐบาลและข้าราชการในทำนองว่าปัญหาไม่หนัก ไม่จำเป็นต้องลาออกหรือยุบสภาเพื่อคลายวิกฤต
ตลอดความวิกฤตนั้นไม่เห็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโผล่หน้ามาแก้ปัญหาเลย
ใน ฐานะของผู้รับผิดชอบต่อการบริหารประเทศที่มีหน้าที่บริหารจัดการให้เกิดความ สงบเรียบร้อย แต่รัฐบาลกลับจัดการอะไรไม่ได้เลย กล่าวคือไม่สามารถทำให้ม็อบย้ายออกจากสนามบินได้ ซึ่งสาเหตุก็คงเพราะรัฐบาลกลัวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หากการปราบม็อบมีการบาดเจ็บ ล้มตาย (ซึ่งขำดีที่ได้ยินหลายคนรุมประณามตำรวจและทหารว่าไม่จัดการม็อบ แทนที่จะประณามหัวหน้าคณะผู้บริหารคือนายกรัฐมนตรีที่ลอยตัวหนีไปซุกเอาตัว รอดอยู่ที่เชียงใหม่)
เมื่อจัดการม็อบไม่ได้ แทนที่รัฐบาลจะหาทางคลายวิกฤตเพื่อให้สนามบินเปิดใช้ได้ในเร็ววัน แต่รัฐบาลก็ไม่อนาทรร้อนใจปล่อยให้คาราคาซังอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมลาออกหรือยุบสภาโดยอ้างว่าต้องการรักษาประชาธิปไตย
การที่ รัฐบาลนายสมชายไม่ยอมลาออกหรือยุบสภา ไม่ใช่การรักษาประชาธิปไตย เพราะการลาออกหรือยุบสภาเป็นครรลองหรือกระบวนการอย่างหนึ่งของประชาธิปไตย ที่เมื่อไม่สามารถบริหารประเทศได้ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการคืนอำนาจ ให้ประชาชนและให้คนอื่นที่เป็นที่ยอมรับขึ้นมาบริหารประเทศ
เหตุผล ที่ไม่ยอมยุบสภาและลาออก ก็มีเพียงอย่างเดียวก็คือจะรักษาอำนาจการปกครองประเทศไว้ให้เครือข่ายทักษิณ จะทู่ซี้เวียนเทียนกันเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่อย่างนี้จนกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสร็จ เพื่อเปิดทางสะดวกให้อดีตนายกฯทักษิณกลับประเทศได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี ใดๆ
หากรัฐบาลนายสมชายเห็นแก่ชาติและประโยชน์ส่วนรวมจริง ก็ต้องยอมยุบสภาและลาออกตั้งแต่ 1-2 วันแรกที่ม็อบเข้ายึดสนามบินและรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว เพราะหากใช้วิธียุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ปลดล็อคความขัดแย้ง เศรษฐกิจของชาติก็ไม่ต้องเสียหายกว่าแสนล้านบาท เพราะการจัดเลือกตั้งใช้งบประมาณอย่างมากก็แค่ครั้งละ 2-3 พันล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าการยุบสภาแก้ปัญหาอย่างไรก็คุ้มกว่าการทำให้เศรษฐกิจและชื่อ เสียงของชาติเสียหายนับแสนล้านบาท และถึงแม้จะยุบสภาปีละ 2 ครั้งเพื่อแก้ปัญหาการเมืองก็ยังคุ้มอยู่ดี เพราะวิธีนี้อย่างน้อยก็ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากกว่าเพราะเชื่อว่าการ ใช้วิธีนี้จะไม่นำประเทศไปสู่ความรุนแรงจนนองเลือด
ความเสียหายทาง เศรษฐกิจของชาติไม่ควรมองไปเพียงแค่การยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาความเสียหายแบบต่อเนื่องที่ดำเนินมาก่อนหน้านั้นตลอด 6 เดือนที่พันธมิตรประท้วงรัฐบาล อันมีรัฐบาลเป็นผู้จุดชนวนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้นักลงทุนและภาคธุรกิจเกิดความไม่มั่นใจมาตลอด โดยที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการให้เกิดความมั่นใจต่อนักลงทุนทั้งในและ นอกประเทศได้ มูลค่าความเสียหายส่วนนี้ก็ไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้
อย่าลืมว่าความวุ่นวายทางการ เมืองที่เกิดขึ้น ต่างชาติไม่ได้ประณามม็อบพันธมิตรอย่างเดียว แต่ประณามความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลนายสมชายด้วย
ขนาดชาติพัง ยับเยินขนาดนี้แล้ว อดีตพรรคพลังประชาชนยังไม่มีความสำนึกที่จะทำให้ชาติเดินหน้าต่อไปได้ เพราะยังอหังการจะเอาพวก "ยี้" มาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่สนใจความรู้สึกของสังคม ทั้งที่หากไม่อยากยอมแพ้ต่อแรงกดดันของพันธมิตรฯซึ่งเป็นปฏิปักษ์กัน อย่างน้อยก็ควรนึกถึงคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายใด
ปากร้องตะโกน ว่าพันธมิตรทำความเสียหายให้ประเทศ แต่คนของระบอบทักษิณกลับไม่ย้อนมองพฤติกรรมของตัวเองว่าการดึงดันจะเอาคนของ ตัวเองมาเป็นนายกฯ ขอให้เป็นใครก็ได้ไม่ต้องมีความรู้ความสามารถมาเป็นผู้นำประเทศ ก็คือการสร้างความเสียหายแก่ชาติ และทำร้ายแม้แต่รากหญ้าที่เลือกพรรคพลังประชาชน เพราะการดึงดันเช่นนั้นจะทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ เศรษฐกิจชะงักล่มจม
หลัง การยึดสุวรรณภูมิ แม้จะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกทางหนึ่งอย่างน้อยก็ให้บทเรียนสำคัญแก่พรรคการเมืองเสียงข้างมากว่า จะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้
จริงอยู่หลายคนอาจคิดว่า หลังการยึดสุวรรณภูมิจะทำให้คนไม่เอาฝ่ายพันธมิตร แต่ก็ใช่ว่าภาคธุรกิจและพลังเงียบจะเทเสียงให้อดีตพรรคพลังประชาชนเพราะเป็น พรรคที่เหมือน "ก๊าซแอลพีจี" รั่วจากถัง พร้อมจะติดไฟได้ทุกเมื่อหากเจอเปลวไฟ พร้อมจะเป็นชนวนขัดแย้งก่อความรุนแรงตลอดเวลาซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจแบบ ยาวนาน (ถ้าเศรษฐกิจย่อยยับ พรรคพลังประชาชนจะเอาเงินจากไหนไปแจกรากหญ้า ล่าสุด กระทรวงการคลังออกมาบอกแล้วว่ารัฐบาลก่อหนี้ไว้จนเกือบเต็มเพดาน และใกล้ถังแตกแล้ว)
จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอนนี้เหมือนจะ "งานเข้า" ตั้งหน้าตั้งตาเช็คบิลฝ่ายพันธมิตร จะเช็คบิลแม้กระทั่งร้านค้าและผู้สนับสนุนพันธมิตร อย่างไรก็ตาม อยากฝากว่าอย่าลืมเช็คบิลพวกอำนาจรัฐเถื่อนที่ยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ฝ่ายพันธมิตรจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย รวมทั้งนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังฝ่ายเสื้อแดงที่ฆ่าและทำร้ายฝ่าย พันธมิตรที่เชียงใหม่ ที่อุดรธานี อุบลราชธานี บุรีรัมย์ด้วย
ที่ น่าตั้งข้อสังเกตก็คือ ทำไมมีการพบอาวุธที่ทำเนียบมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากตำรวจเข้าสำรวจทำเนียบ ทำไมพันธมิตรขนของทุกอย่างออกไป ยกเว้นอาวุธ (ถ้าเป็นของพวกเขา)
หน้า 6
แสดงความคิดเห็น